บทที่ 2 · การปรับสภาพสัญญาณและ Op-Amp
บทที่ 2 · Signal Conditioning & Op-Amps

การปรับสภาพสัญญาณและ Op-Amp

ทำให้สัญญาณจากเซนเซอร์ “พร้อม” สำหรับ ADC — ขยาย บัฟเฟอร์ กรอง และเลื่อนระดับ ด้วยวงจร op-amp

เรียบเรียงจาก [1] INS02_SigCon_OpAmps_v20

เมื่อจบบทนี้ ผู้เรียนควรสามารถ

  • อธิบายว่าทำไมการขยายสัญญาณจึงสำคัญต่อความละเอียดของ ADC
  • ใช้กฎทองของ op-amp อุดมคติและ KCL หาอัตราขยายของวงจรพื้นฐาน 7 แบบ
  • ออกแบบโดยคำนึงถึงข้อจำกัดของ op-amp จริง (saturation, single supply, crossover, GBP, offset)
  • คำนวณเดซิเบลและออกแบบวงจรกรองความถี่ต่ำ RC
  • เลือกระหว่างการขยายแรงดัน (op-amp) กับการขยายกระแส (ทรานซิสเตอร์/รีเลย์)
  • อธิบายการทำงานของ instrumentation amplifier ร่วมกับ Wheatstone bridge

2.1ทำไมต้องปรับสภาพสัญญาณ

Load cellแรง → ความต้านทาน
→
Wheatstone bridge0–50 mV
→
ขยาย ×600–3 V
→
ESP32 ADC12 บิต, 0–3.3 V

ADC ของ ESP32 แบ่งช่วง 0–3.3 V ออกเป็น 4,096 ระดับ ถ้าป้อนสัญญาณ 0–50 mV เข้าไปตรง ๆ จะใช้ช่วงเพียง 50/3300 ≈ 1.5% หรือประมาณ 62 ระดับจาก 4,096 — ความละเอียดหยาบลงราว 66 เท่า

จุดประสงค์ของการขยาย ไม่ใช่เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ใหญ่ขึ้น แต่เพื่อใช้ความละเอียดของ ADC ให้เต็มช่วง

หน้าที่ของการปรับสภาพสัญญาณ

หน้าที่ปัญหาที่แก้วงจร
Amplificationสัญญาณเล็กเกินกว่า ADC จะแยกแยะได้Non-inverting amp, Instrumentation amp
Bufferingวงจรถัดไปดึงกระแส ทำให้ค่าที่อ่านเพี้ยนVoltage follower
Filteringสัญญาณรบกวน 50 Hz จากไฟบ้าน การสั่นสะเทือนRC low-pass, Active filter
Level shift / Scalingสัญญาณมีทั้งบวกและลบ แต่ ADC รับได้เฉพาะ 0–3.3 VDivider, Summing amp
Excitationเซนเซอร์แบบความต้านทานต้องมีไฟเลี้ยงจึงจะให้สัญญาณDivider, Wheatstone bridge
Isolation / Protectionกันไฟแรงสูงไม่ให้เข้าไมโครคอนโทรลเลอร์Opto-isolator, Relay

2.2Op-Amp อุดมคติ

แบบจำลองภายในของ op-amp ประกอบด้วยความต้านทานอินพุต rin ระหว่างขาอินพุตทั้งสอง แหล่งจ่ายแรงดันควบคุม V = A(V+ − V−) และความต้านทานเอาต์พุต rout โดย A คืออัตราขยายวงเปิด (open-loop gain)

สมบัติอุดมคติความหมาย
rin → ∞iin → 0 ไม่ดึงกระแสจากวงจรก่อนหน้า
rout → 0ขับวงจรถัดไปได้โดยแรงดันไม่ตก
A → ∞V+ − V− = Vo/A → 0
กฎทอง 2 ข้อ
  1. iin = 0 — ไม่มีกระแสไหลเข้าขาอินพุต
  2. V+ = V− — ใช้ได้เมื่อมี negative feedback เท่านั้น
Open-loop gain ใหญ่เกินกว่าจะใช้งานตรง ๆ จึงต้องมี negative feedback เสมอ และอัตราขยายที่ใช้งานจริงถูกกำหนดด้วยอัตราส่วนของตัวต้านทาน

LM358 (Dual Op-Amp) ที่ใช้ในปฏิบัติการ[2]

ขาหน้าที่ขาหน้าที่
1Out A8V+ (+12 V)
2In A− (inverting)7Out B
3In A+ (non-inverting)6In B−
4V− (GND)5In B+
ภาพขยายแผ่นซิลิคอน (die) ของ LM358 ที่อยู่ภายในตัวถัง — op-amp ทั้งสองชุดของ dual op-amp อยู่บนชิปชิ้นเดียวนี้
รูปที่ 2.1 ภาพขยายแผ่นซิลิคอน (die) ของ LM358 ที่อยู่ภายในตัวถัง — op-amp ทั้งสองชุดของ dual op-amp อยู่บนชิปชิ้นเดียวนี้ ภาพ: Epop / Wikimedia Commons, CC BY-SA 3.0
กฎความปลอดภัยในแล็บ ใช้ op-amp A (ขา 1-2-3) เท่านั้น แต่อย่าปล่อยอินพุตของ B ลอย · ต่อตัวเก็บประจุ decoupling 0.1 µF คร่อมขา 8 และ 4 · ตรวจว่าขา 8 = +12 V และขา 4 = GND ก่อนจ่ายไฟทุกครั้ง — ต่อกลับขั้วจะทำให้ IC เสียโดยมองไม่เห็นความเสียหาย · ตั้ง current limit ที่ 100 mA

2.3วงจรขยายแบบกลับเฟสและไม่กลับเฟส

− + Vi Ri Rf a Vo
รูปที่ 2.2 Inverting amplifier
+ − Vi Rf Ri a Vo
รูปที่ 2.3 Non-inverting amplifier

Inverting amplifier

ขา + ต่อลงกราวด์ และจากกฎ V+ = V− จะได้ Va = 0 เรียกว่า virtual ground (โหนดมีแรงดันประมาณ 0 V โดยไม่ได้ต่อลงกราวด์จริง) ใช้ KCL ที่โหนด a โดย iin = 0:

ViRi + VoRf = 0  ⇒  Vo = −RfRiVi

Non-inverting amplifier

สัญญาณเข้าขา + จากกฎ V+ = V− จะได้ Va = Vi (virtual short) และ Va เป็นแรงดันจากวงจรแบ่งแรงดันของเอาต์พุต: Va = Vo·Ri/(Ri + Rf)

Vo = (1 + RfRi)Vi

เอาต์พุตไม่กลับเฟสและ gain ≥ 1 เสมอ — เป็นวงจรหลักสำหรับขยายสัญญาณเซนเซอร์เกษตร ควรวัดค่าความต้านทานจริงก่อนคำนวณ gain

2.4วงจร Op-Amp อื่น ๆ

Summing amplifier

อินพุตหลายตัวต่อผ่านตัวต้านทานเข้าโหนด virtual ground เดียวกัน

Vo = −Rf(V1R1 + V2R2 + V3R3)

ถ้าตัวต้านทานเท่ากันทั้งหมด Vo = −(V1 + V2 + V3) — หลักการเดียวกันใช้เลื่อนระดับสัญญาณ (บวกค่าคงที่เข้าไป) และใช้ใน DAC แบบ binary-weighted (บทที่ 3)

Differential amplifier

V1 เข้าขา − ผ่าน R1 (feedback Rf) ส่วน V2 เข้าผ่าน R1 ไปยังโหนด b ซึ่งมี Rf ลงกราวด์ ดังนั้น Va = Vb = V2·Rf/(R1 + Rf) และใช้ superposition:

Vo = RfR1(V2 − V1)

ขยายเฉพาะผลต่าง จึงตัดสัญญาณรบกวนที่เข้าทั้งสองสายเท่ากัน (common mode) ได้ ข้อจำกัดคือ input impedance ต่ำ — แก้ด้วย instrumentation amplifier

Integrator

ใช้ R ที่อินพุตและ C ในทาง feedback: Vi/R + C·dVo/dt = 0

Vo = −1RC∫Vi dt

ใช้สะสมค่าตามเวลา เช่น ปริมาตรน้ำรวมจากอัตราการไหล และเป็นหัวใจของ ADC แบบ dual-slope (บทที่ 3)

Differentiator

ใช้ C ที่อินพุตและ R ในทาง feedback: C·dVi/dt + Vo/R = 0

Vo = −RCdVidt
วงจรหาอนุพันธ์ขยายสัญญาณรบกวนความถี่สูงด้วย ในงานภาคสนามจึงนิยมคำนวณอนุพันธ์ในซอฟต์แวร์จากข้อมูลที่กรองแล้ว

Voltage follower (Buffer)

ต่อเอาต์พุตกลับเข้าขา − โดยตรง และป้อนสัญญาณที่ขา +

Vo = Vi voltage gain = 1

ประโยชน์อยู่ที่ current gain: input impedance สูงมาก (แทบไม่ดึงกระแสจากเซนเซอร์) และ output impedance ต่ำ (จ่ายกระแสให้วงจรถัดไปได้) จึงป้องกัน loading effect — ใน Lab 1 จะเห็นแรงดันของวงจรแบ่งแรงดันตกเมื่อต่อโหลด และแก้ด้วย follower ใน Activity 3.1

2.5ข้อจำกัดของ Op-Amp จริง

สูตรที่ผ่านมาสมมติ op-amp อุดมคติ ใช้ออกแบบได้ดี แต่ต้องรู้ว่าจะคลาดเคลื่อนเมื่อใด

ข้อจำกัดสิ่งที่เกิดขึ้นผลต่อการออกแบบ
Saturationเอาต์พุตเกินไฟเลี้ยงไม่ได้ และขึ้นไม่ถึงไฟเลี้ยงด้วยซ้ำGain 11 กับอินพุต 1.0 V คำนวณได้ 11 V แต่วัดได้ต่ำกว่า — เผื่อ headroom เสมอ
Single supplyมีเพียง 0 V และ +12 V ส่วนลบของสัญญาณถูกตัดไบแอสสัญญาณรอบ mid-rail M
Crossover distortionเกิดรอยหักเมื่อสัญญาณผ่านจุดกึ่งกลาง จาก output stageต่อตัวต้านทาน pull-down 1 kΩ จากขา 1 ลง GND
Gain-bandwidth productGain สูงขึ้น แบนด์วิดท์ใช้งานแคบลงวัด gain ที่ 50–1000 Hz หาจุด −3 dB
Offset และ bias currentมีค่าผิดพลาดเล็กน้อยแม้อินพุตเป็นศูนย์ที่ gain ×100 error ก็ ×100 ด้วย — แก้ด้วยการสอบเทียบ
สัญญาณปกติเทียบกับการถูกตัดยอด (clipping) — op-amp ที่ saturate ให้ผลแบบ hard clipping ข้อมูลส่วนที่เกินขีดจำกัดสูญหายไป
รูปที่ 2.4 สัญญาณปกติเทียบกับการถูกตัดยอด (clipping) — op-amp ที่ saturate ให้ผลแบบ hard clipping ข้อมูลส่วนที่เกินขีดจำกัดสูญหายไป ภาพ: Iainf; derivative work: Mikhail Ryazanov / Wikimedia Commons, CC BY 3.0
Crossover distortion ของ output stage แบบ class B: ช่วง ±0.6 V รอบศูนย์ทรานซิสเตอร์ทั้งสองตัวไม่นำกระแส เอาต์พุตจึงหักที่จุดตัดศูนย์
รูปที่ 2.5 Crossover distortion ของ output stage แบบ class B: ช่วง ±0.6 V รอบศูนย์ทรานซิสเตอร์ทั้งสองตัวไม่นำกระแส เอาต์พุตจึงหักที่จุดตัดศูนย์ ภาพ: Rohitbd; vectorization: Д. Ильин / Wikimedia Commons, Public domain

ตัวอย่าง: Lab 3 Activity 3.2 (non-inverting)

ชุดRfRiGคำนวณ Vi → Vo
ก10 kΩ10 kΩ21.0 V → 2.0 V
ข100 kΩ10 kΩ110.5 V → 5.5 V
ค100 kΩ10 kΩ111.0 V → 11 V (?) — วัดได้จริงไม่เกิน ≈ 10.5 V เพราะ saturation

Single supply และ mid-rail

เมื่อไฟเลี้ยงมีเพียง 0 V และ +12 V การขยายสัญญาณ AC รอบ 0 V จะสูญเสียครึ่งลบ วิธีแก้คือไบแอสสัญญาณไว้ที่ครึ่งหนึ่งของไฟเลี้ยง M = 12/2 = 6 V ด้วยวงจรแบ่งแรงดันตัวต้านทานเท่ากันสองตัว แล้วตัดส่วน DC ออกด้วยตัวเก็บประจุที่เอาต์พุต — แนวคิดเดียวกับขา REF ของ instrumentation amplifier

ก่อนป้อนสัญญาณใน Activity 3.3 ให้วัดแรงดัน DC ที่จุด M ก่อน ควรได้ประมาณครึ่งหนึ่งของไฟเลี้ยง ถ้าไม่ใช่ให้ตรวจการต่อวงจร
ค่าที่วัดได้จะไม่ตรงกับค่าคำนวณ — นี่เป็นพฤติกรรมปกติของอุปกรณ์จริง ไม่ใช่ความผิดพลาดของการต่อวงจร

2.6เดซิเบล (dB)

หน่วย bel ถูกนิยามที่ Bell Labs เพื่อวัดการสูญเสียกำลังในสายโทรศัพท์: B = log10(P2/P1) และ 1 B = 10 dB

dB = 10 log10P2P1 อัตราส่วนกำลัง

เพราะ P = V2/R (โหลดเท่ากัน) จึงได้ 10 log(V22/V12) =

dB = 20 log10VoutVin อัตราส่วนแรงดัน

แปลงกลับ: V2/V1 = 10dB/20 และ P2/P1 = 10dB/10

dBอัตราส่วนแรงดันอัตราส่วนกำลัง
+20×10×100
+6×2×4
0×1×1
−3×0.707×0.5
−6×0.5×0.25
−10×0.316×0.1
−20×0.1×0.01

2.7วงจรกรองความถี่ต่ำ (Low-pass Filter)

สัญญาณจริงมีสิ่งที่ไม่ต้องการปนมา เช่น สัญญาณรบกวน 50 Hz จากไฟบ้าน การสั่นสะเทือนทางกล และสัญญาณรบกวนความถี่สูง

Vin R C Vout
รูปที่ 2.6 วงจรกรองความถี่ต่ำแบบ RC (passive)
fc = 12πRC ความถี่ตัด (−3 dB)
|VoutVin| = 1√(1 + (f/fc)2)

ตัวอย่าง: R = 10 kΩ, C = 1 µF → fc = 1/(2π × 104 × 10−6) ≈ 16 Hz ที่ 50 Hz: 1/√(1 + (50/16)2) ≈ 0.30 หรือประมาณ −10 dB

วงจร RC low-pass (ซ้ายบน) รูปคลื่นอินพุต u และเอาต์พุต u′ ที่ล้าหลังเป็นมุม θ (ขวาบน) กราฟขนาดที่ลดลง −3 dB ที่ความถี่ตัด f0 (ซ้ายล่าง) และแผนภาพเฟเซอร์ (ขวาล่าง)
รูปที่ 2.7 วงจร RC low-pass (ซ้ายบน) รูปคลื่นอินพุต u และเอาต์พุต u′ ที่ล้าหลังเป็นมุม θ (ขวาบน) กราฟขนาดที่ลดลง −3 dB ที่ความถี่ตัด f0 (ซ้ายล่าง) และแผนภาพเฟเซอร์ (ขวาล่าง) ภาพ: Fred the Oyster / Wikimedia Commons, CC BY-SA 4.0
หลักการเลือก fc ตั้ง fc ให้สูงกว่าความถี่ของสัญญาณที่ต้องการ 5–10 เท่า แต่ต่ำกว่าความถี่ของสัญญาณรบกวน ความชื้นดินเปลี่ยนช้ามาก fc ≈ 1 Hz ก็เพียงพอ

2.8การขับโหลด: ขยายกระแส

Op-amp ขยายแรงดันแต่จ่ายกระแสได้น้อย (LM358 ระดับสิบ mA) ส่วนขา GPIO ของ ESP32 จ่ายได้เพียงประมาณ 20 mA การขับปั๊ม วาล์ว หรือรีเลย์จึงต้องใช้อุปกรณ์ขยายกระแส

อุปกรณ์การควบคุมหมายเหตุ
BJTกระแสเบสเล็ก ๆ ควบคุมกระแสคอลเลกเตอร์: IC = βIBใช้ตัวต้านทานเบส RB และไดโอด flyback คร่อมโหลดขดลวด
MOSFETควบคุมด้วยแรงดันเกต (IG ≈ 0)เหมาะกับโหลดกระแสสูง เลือกแบบ logic-level ให้ 3.3 V ขับได้
Opto-isolated relayGPIO → LED ใน opto → ทรานซิสเตอร์ → ขดลวดรีเลย์ → หน้าสัมผัสแยกฝั่งไฟ 220 V ออกจาก MCU โดยสมบูรณ์ — ใช้ในโครงงาน
หลักการของรีเลย์: กระแสในขดลวด (1) ดึงอาร์เมเจอร์ (2) ให้หน้าสัมผัส (3) เปลี่ยนตำแหน่ง — วงจรควบคุมกับวงจรโหลดแยกกันทางไฟฟ้า
รูปที่ 2.8 หลักการของรีเลย์: กระแสในขดลวด (1) ดึงอาร์เมเจอร์ (2) ให้หน้าสัมผัส (3) เปลี่ยนตำแหน่ง — วงจรควบคุมกับวงจรโหลดแยกกันทางไฟฟ้า ภาพ: Digigalos / Wikimedia Commons, CC BY-SA 3.0
โมดูลรีเลย์ 5 V หนึ่งช่อง (SRD-05VDC-SL-C) — หน้าสัมผัสรับได้ 10 A ที่ 250 VAC ตามที่พิมพ์บนตัวรีเลย์
รูปที่ 2.9 โมดูลรีเลย์ 5 V หนึ่งช่อง (SRD-05VDC-SL-C) — หน้าสัมผัสรับได้ 10 A ที่ 250 VAC ตามที่พิมพ์บนตัวรีเลย์ ภาพ: Suyash Dwivedi / Wikimedia Commons, CC BY-SA 4.0

ลำดับการขยายกระแส: GPIO ≈ 20 mA → ทรานซิสเตอร์ 0.1–1 A → หน้าสัมผัสรีเลย์ สูงสุด 10 A

Op-amp ขยายแรงดันเพื่ออ่านเซนเซอร์ ส่วน ทรานซิสเตอร์/รีเลย์ขยายกระแสเพื่อขับโหลด

2.9Instrumentation Amplifier

ประกอบด้วย op-amp 3 ตัว:

Instrumentation amplifier แบบ op-amp 3 ตัว: สองตัวซ้ายเป็น buffer ที่มี Rgain ตัวเดียวคร่อมระหว่างกัน ตัวขวาเป็น differential amplifier
รูปที่ 2.10 Instrumentation amplifier แบบ op-amp 3 ตัว: สองตัวซ้ายเป็น buffer ที่มี Rgain ตัวเดียวคร่อมระหว่างกัน ตัวขวาเป็น differential amplifier ภาพ: Inductiveload / Wikimedia Commons, Public domain
G = 1 + 50 kΩRG INA128P[3]

ใช้ร่วมกับ Wheatstone bridge

Bridge คือวงจรแบ่งแรงดันสองชุดที่ผลต่างมีเพียงไม่กี่ mV จุดกลางแต่ละชุดต่อเข้า IN+ และ IN− ของ INA128 ต่อ RG คร่อมขา RG และต่อ REF ไปที่ M

Lab 6 จะใช้วงจรนี้กับ strain gauge และเซนเซอร์ความดัน แล้วสอบเทียบกับเครื่องมืออ้างอิง

✎แบบฝึกหัดท้ายบท

ตอนที่ 1: ปรนัยและเติมตัวเลข

กฎทองของ op-amp อุดมคติ (เมื่อมี negative feedback) คือข้อใด?

วงจร voltage follower มี voltage gain = 1 แล้วนำไปใช้ประโยชน์อะไร?

LM358 ใช้ไฟเลี้ยง 12 V เดี่ยว ออกแบบ gain 11 และป้อน 1.0 V จะวัดเอาต์พุตได้ประมาณเท่าใด?

ทำไมวงจร differentiator จึงไม่นิยมใช้กับสัญญาณเซนเซอร์ในภาคสนาม?

เหตุใด instrumentation amplifier จึงเหมาะกับ Wheatstone bridge มากกว่า differential amplifier ธรรมดา?

ต้องการให้ ESP32 สั่งเปิด-ปิดปั๊ม 220 V วิธีใดเหมาะสมที่สุด?

Inverting amplifier มี Rf = 100 kΩ, Ri = 10 kΩ ป้อน Vi = 0.2 V (ไฟเลี้ยงคู่ ±12 V) จงหา Vo

V

Non-inverting amplifier มี Rf = 47 kΩ, Ri = 10 kΩ จงหา gain

เท่า

วงจรขยายแรงดัน 100 เท่า คิดเป็นกี่ dB?

dB

วงจร RC low-pass มี R = 10 kΩ, C = 10 µF ความถี่ตัดเท่าใด?

Hz

ต้องการให้ INA128 มี gain = 100 ต้องใช้ RG เท่าใด?

Ω

ตอนที่ 2: โจทย์คำนวณพร้อมเฉลย

โจทย์ 1 — เลือก gain สำหรับเซนเซอร์ 0–50 mV (แบบฝึกหัดท้ายคาบ)

เซนเซอร์ให้สัญญาณ 0–50 mV และ ADC รับ 0–3.3 V จงเลือก gain ที่ใช้ช่วงได้เต็มที่โดยไม่ saturate พร้อมระบุระยะเผื่อ

Gain อุดมคติ = 3.3/0.05 = 66 แต่ถ้าใช้ 66 พอดี สัญญาณสูงสุดจะชนขอบบนของ ADC และ offset ของ op-amp ก็ถูกขยาย ×66 ด้วย

ควรเผื่อ headroom ประมาณ 10% → gain ≈ 60 ให้เอาต์พุต 0–3.0 V (ตรงกับตัวอย่างในหัวข้อ 2.1) ด้วย non-inverting: 1 + Rf/Ri = 60 → เช่น Ri = 1 kΩ, Rf = 59 kΩ หรือ INA128: RG = 50 k/59 ≈ 847 Ω

นอกจากนี้ ADC ของ ESP32 ไม่เป็นเชิงเส้นใกล้ 0 V และใกล้ขอบบน (บทที่ 3) และ LM358 ขึ้นไม่ถึงไฟเลี้ยง ถ้าเลี้ยง op-amp ด้วย 3.3 V จะต้องลด gain ลงอีก

โจทย์ 2 — ออกแบบตัวกรองสำหรับเซนเซอร์ความชื้นดิน

ต้องการตัวกรอง RC ที่มี fc ≈ 1 Hz โดยมีตัวเก็บประจุ 10 µF จงหาค่า R และคำนวณการลดทอนที่ 50 Hz

R = 1/(2πfcC) = 1/(2π × 1 × 10−5) ≈ 15.9 kΩ (ใช้ค่ามาตรฐาน 15 kΩ หรือ 16 kΩ)

ที่ 50 Hz: |H| = 1/√(1 + 502) ≈ 0.020 → 20 log(0.02) ≈ −34 dB ลดสัญญาณรบกวนจากไฟบ้านเหลือประมาณ 2%

โจทย์ 3 — พิสูจน์ gain ของ non-inverting amplifier

จากรูปที่ 2.3 ใช้กฎทองของ op-amp พิสูจน์ว่า Vo = (1 + Rf/Ri)Vi

กฎข้อ 2: Va = V+ = Vi

กฎข้อ 1: ไม่มีกระแสเข้าขา − ดังนั้นกระแสผ่าน Rf เท่ากับกระแสผ่าน Ri: (Vo − Va)/Rf = Va/Ri

จัดรูป: Vo = Va(1 + Rf/Ri) = (1 + Rf/Ri)Vi ∎

โจทย์ 4 — การบ้าน: ทำไม gain ของ instrumentation amp ขึ้นกับ RG ตัวเดียว

อธิบายว่าทำไม gain ของขั้นอินพุตขึ้นกับ RG เพียงตัวเดียว และขา REF มีบทบาทอย่างไร

จากกฎ V+ = V− ขา − ของ A1 และ A2 มีแรงดัน V1 และ V2 ตามอินพุต จึงมีแรงดัน (V2 − V1) คร่อม RG ทำให้เกิดกระแส i = (V2 − V1)/RG

กระแสนี้ไม่ไหลเข้าขา op-amp จึงไหลผ่าน R1 ทั้งสองตัวด้วย แรงดันระหว่างเอาต์พุต A1 และ A2 จึงเป็น i(R1 + RG + R1) = (V2 − V1)(1 + 2R1/RG) — ใน INA128 ค่า 2R1 = 50 kΩ จึงได้ G = 1 + 50 kΩ/RG

สัญญาณ common mode ทำให้ปลายทั้งสองของ RG ขึ้นลงพร้อมกัน ไม่เกิดกระแส จึงไม่ถูกขยาย แล้ว A3 ตัดทิ้งอีกชั้น ขา REF เป็นจุดอ้างอิงของ A3 — เอาต์พุต = G(V2 − V1) + VREF จึงใช้เลื่อนระดับเอาต์พุตไปไว้ที่ M ได้

§แหล่งอ้างอิง

เอกสาร

  1. Udompetaikul, V. (2026). INS02: Signal Conditioning and Operational Amplifiers (v20) [เอกสารประกอบการสอน]. รายวิชา 01386309 Agricultural Instrumentation & IoT, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
  2. Texas Instruments. LM358 — Dual operational amplifier (product page and datasheet). https://www.ti.com/product/LM358
  3. Texas Instruments. INA128 — Precision, low-power instrumentation amplifier (product page and datasheet). https://www.ti.com/product/INA128

รูปประกอบ

รูปจาก Wikimedia Commons ใช้ตามสัญญาอนุญาตที่ระบุ โดยไม่ได้ดัดแปลงนอกจากย่อขนาด ส่วนรูปวงจรและกราฟที่ไม่มีเครดิตจัดทำขึ้นใหม่สำหรับสื่อการสอนนี้