บทที่ 1 · เครื่องมือวัดและวงจรพื้นฐาน
บทที่ 1 · Instrumentation Circuits

เครื่องมือวัดและวงจรพื้นฐาน

เครื่องมือวัดทำอะไร ประกอบด้วยขั้นตอนใดบ้าง และวงจรไฟฟ้าพื้นฐานที่ใช้แปลงค่าจากเซนเซอร์ให้เป็นแรงดัน

เรียบเรียงจาก [1] INS01_Instrumentation_Circuits_v6

เมื่อจบบทนี้ ผู้เรียนควรสามารถ

  • อธิบายบทบาทของเครื่องมือวัดในเกษตรแม่นยำ
  • แยกองค์ประกอบของเครื่องมือวัดออกเป็น Sensor, Transducer, Signal Conditioning และ Output ตามหน้าที่
  • อธิบายความหมายของการสอบเทียบ (calibration)
  • ใช้กฎของโอห์มและกฎของ Kirchhoff วิเคราะห์วงจรอนุกรม ขนาน วงจรแบ่งแรงดัน และ Wheatstone bridge

1.1เครื่องมือวัดคืออะไร

มนุษย์รับรู้โลกผ่านประสาทสัมผัส — การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส กลิ่น รส อุณหภูมิ และการเคลื่อนไหว เซนเซอร์ในอุปกรณ์รอบตัวทำหน้าที่เดียวกันนี้ให้กับเครื่องจักร

อุปกรณ์เซนเซอร์ที่อยู่ภายใน
ไมโครโฟนเซนเซอร์ความดัน (คลื่นเสียง)
เครื่องปรับอากาศอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ อินฟราเรด
โทรศัพท์มือถือIMU (ความเร่ง/การหมุน) กล้อง แสงรอบข้าง
นาฬิกาอัจฉริยะเซนเซอร์แสงวัดอัตราการเต้นของหัวใจ

บทบาทหลักของเครื่องมือวัดมี 3 ประการ คือ การเฝ้าติดตาม (monitoring), การควบคุม (control) และ การวิเคราะห์พฤติกรรม (behavioural analysis)

เครื่องมือวัดในเกษตรแม่นยำ

งานเกษตรต้องวัดสมบัติของดิน สุขภาพพืช การใช้น้ำ ผลผลิต และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจอย่างแม่นยำ ทั้งในงานพืช ปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ

Precision Agriculture การจัดการโดยสังเกต วัด และตอบสนองต่อความแปรปรวนระหว่างแปลงและภายในแปลง (Kempenaar et al., 2017)[3] หรือกล่าวสั้น ๆ ว่า “right thing, right place, right time, right way” (Blackmore et al., 2005)[4]

ความแปรปรวนในแปลงมีทั้งเชิงพื้นที่และเชิงเวลา จึงต้องมีเครื่องมือที่วัดทั้งตำแหน่งและตัวแปรในแปลง ผลผลิตเป็นฟังก์ชันของปัจจัยการผลิตและตัวแปรสิ่งแวดล้อม (ชื่อเรียกอื่น: precision farming, farming by the inch, site-specific farming, prescription farming)

ภาพ false-color สามภาพของแปลงเกษตรชุดเดียวกันจากการสำรวจระยะไกล (remote sensing) — สีที่ต่างกันภายในแปลงสะท้อนความแปรปรวนเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจของเกษตรแม่นยำ
รูปที่ 1.1 ภาพ false-color สามภาพของแปลงเกษตรชุดเดียวกันจากการสำรวจระยะไกล (remote sensing) — สีที่ต่างกันภายในแปลงสะท้อนความแปรปรวนเชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจของเกษตรแม่นยำ ภาพ: Susan Moran, Landsat 7 Science Team & USDA Agricultural Research Service (U.S. Government work, via NASA Earth Observatory) / Wikimedia Commons, Public domain

1.2ระบบการวัดทั่วไป

เครื่องมือวัดทุกชนิดอธิบายได้ด้วยลำดับขั้นเดียวกัน (Figliola & Beasley, 2011)[2]

Sensorรับรู้ปรากฏการณ์ทางกายภาพ
→
Transducerแปลงเป็นสัญญาณที่อ่านได้ (มักเป็นไฟฟ้า)
→
Signal Conditioningขยาย กรอง ปรับช่วงให้เหมาะกับ ADC
→
Outputตัวเลข กราฟ dashboard การแจ้งเตือน
Sensor
รับรู้ปรากฏการณ์ทางกายภาพและสร้างสัญญาณออกมา เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ความชื้นดิน แสง น้ำหนัก pH/EC และออกซิเจนละลายน้ำ (DO)
Transducer
แปลงสิ่งที่เซนเซอร์ตรวจจับให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าที่อ่านได้ บ่อยครั้ง sensor และ transducer เป็นอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน เช่น
  • Capacitive soil moisture: การเปลี่ยนแปลงของ C → แรงดัน
  • Load cell: แรง → การเปลี่ยนแปลงความต้านทาน → สัญญาณระดับ mV
  • pH probe: ประจุ H+ → mV
Signal Conditioning
ทำให้สัญญาณเหมาะกับไมโครคอนโทรลเลอร์ (Arduino/ESP32) — ขยายสัญญาณ (ไมโครโฟน, load cell) กรองสัญญาณรบกวน และปรับช่วงให้อยู่ใน 0–3.3 V หรือ 0–5 V (รายละเอียดในบทที่ 2)
Output
สิ่งที่คนหรือระบบอ่าน เช่น จอแสดงตัวเลข Serial Monitor กราฟบน IoT dashboard หรือการแจ้งเตือน
Load cell แบบ single point: แรงกดทำให้ strain gauge ภายในเปลี่ยนความต้านทาน ได้สัญญาณระดับ mV — sensor และ transducer อยู่ในชิ้นเดียวกัน
รูปที่ 1.2 Load cell แบบ single point: แรงกดทำให้ strain gauge ภายในเปลี่ยนความต้านทาน ได้สัญญาณระดับ mV — sensor และ transducer อยู่ในชิ้นเดียวกัน ภาพ: Daraceleste / Wikimedia Commons, CC BY-SA 4.0
เครื่องวัดความชื้นดินแบบง่ายสำหรับงานสวน: หัววัด (sensor) กลไกแปลงสัญญาณ และหน้าปัด (output) รวมอยู่ในเครื่องเดียว
รูปที่ 1.3 เครื่องวัดความชื้นดินแบบง่ายสำหรับงานสวน: หัววัด (sensor) กลไกแปลงสัญญาณ และหน้าปัด (output) รวมอยู่ในเครื่องเดียว ภาพ: Sealman / Wikimedia Commons, CC BY-SA 4.0

ตัวอย่างการไหลของข้อมูลในโครงงาน: เซนเซอร์ความชื้นดิน → แรงดัน → ADC → cloud → dashboard

1.3ตัวอย่าง: เทอร์โมมิเตอร์สองแบบ

เปรียบเทียบเทอร์โมมิเตอร์แก้ว (เชิงกลล้วน) กับ thermistor ที่ต่อกับไมโครคอนโทรลเลอร์ (เชิงไฟฟ้า) สังเกตปริมาณทางกายภาพที่ส่งต่อระหว่างขั้น

ขั้นเทอร์โมมิเตอร์แก้วThermistor + MCU
ตัวแปร / หน่วยอุณหภูมิ T (°C)อุณหภูมิ T (°C)
Sensorของเหลวในกระเปาะ: T → ΔV (ปริมาตรขยายตัว)Thermistor: T → R
Transducerกระเปาะ + หลอดแก้ว: ΔV → ΔL (ความยาวลำของเหลว)วงจรแบ่งแรงดันหรือ bridge: R → แรงดัน
Signal conditioningขนาดรูหลอดแก้ว (bore) กำหนด “อัตราขยาย” — รูยิ่งเล็ก ΔL ยิ่งมากOp-amp ขยายและกรอง แล้ว ADC แปลงเป็นตัวเลข
Outputสเกลบนหลอดแก้วจอแสดงผล / Serial Monitor / dashboard
เทอร์โมมิเตอร์แบบของเหลวในหลอดแก้ว — ทุกขั้นของระบบการวัดเป็นเชิงกลทั้งหมด
รูปที่ 1.4 เทอร์โมมิเตอร์แบบของเหลวในหลอดแก้ว — ทุกขั้นของระบบการวัดเป็นเชิงกลทั้งหมด ภาพ: Markus Säynevirta / Wikimedia Commons, CC BY-SA 4.0
Thermistor แบบ NTC ชนิดเม็ด (bead) พร้อมสายหุ้มฉนวน — ความต้านทานลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
รูปที่ 1.5 Thermistor แบบ NTC ชนิดเม็ด (bead) พร้อมสายหุ้มฉนวน — ความต้านทานลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ภาพ: Ansgar Hellwig / Wikimedia Commons, CC BY-SA 2.0 de
บทเรียนสำคัญ
  • แยกขั้นตามหน้าที่ ไม่ใช่ตามชิ้นส่วน — ชิ้นส่วนเดียวอาจทำหลายหน้าที่ เช่น หลอดแก้วเป็นทั้ง transducer (ΔV → ΔL) และ signal conditioner (รูแคบ = gain สูง)
  • เครื่องมือเชิงกลอาจไม่มีการปรับสภาพสัญญาณทางไฟฟ้าเลย การขยายเกิดขึ้นทางกล
  • ถามเสมอว่า “อะไรเข้า อะไรออก” ในแต่ละขั้น และเขียนเป็นปริมาณทางกายภาพ

1.4การสอบเทียบ (Calibration)

การสอบเทียบคือการหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าที่ทราบ (known) กับค่าที่วัดได้ (measured) โดยค่าที่ทราบได้จากเครื่องมือที่แม่นยำกว่า เรียกว่า standard หรือ calibrator

เปรียบเหมือนการ “สอน” เครื่องมือให้อ่านค่าได้ถูกต้องขึ้น ผลลัพธ์คือ calibration curve ที่ใช้แปลงค่าที่เครื่องอ่านได้ไปเป็นค่าจริง เช่น สมการเชิงเส้น y = m·x + c ซึ่งจะใช้จริงใน Lab 4 (ADC ของ ESP32) และ Lab 6 (strain gauge / pressure)

1.5ปริมาณไฟฟ้าพื้นฐาน

ปริมาณนิยามหน่วย
ประจุ q1 C = 6.24 × 1018 ประจุมูลฐานคูลอมบ์ (C)
กระแส ii = dq/dtC/s = แอมแปร์ (A)
แรงดัน VV = dW/dq — พลังงานที่ผลักประจุผ่านอุปกรณ์J/C = โวลต์ (V)
กำลัง PP = dW/dt = Vi = i2R = V2/Rวัตต์ (W)

หมายเหตุ: ทิศกระแสตามแบบแผน (conventional current) ไหลจากขั้วบวกไปขั้วลบ ตรงข้ามกับทิศการไหลของอิเล็กตรอน

ตัวต้านทาน (Resistor)

จำกัดการไหลของกระแส ความต้านทาน R มีหน่วยเป็นโอห์ม (Ω)

V = iR กฎของโอห์ม
R = ρLA ตัวนำสม่ำเสมอ

ρ = สภาพต้านทาน (ขึ้นกับวัสดุและสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ), L = ความยาว, A = พื้นที่หน้าตัด — นี่คือหลักการของ strain gauge: เมื่อถูกดึง L เพิ่มและ A ลด ทำให้ R เพิ่ม

Strain gauge บน load cell แบบตัว S: เมื่อถูกดึง (ซ้าย) เส้นลวดยาวขึ้นและบางลง R เพิ่ม เมื่อถูกกด (ขวา) เส้นลวดสั้นลงและหนาขึ้น R ลด
รูปที่ 1.6 Strain gauge บน load cell แบบตัว S: เมื่อถูกดึง (ซ้าย) เส้นลวดยาวขึ้นและบางลง R เพิ่ม เมื่อถูกกด (ขวา) เส้นลวดสั้นลงและหนาขึ้น R ลด ภาพ: Daraceleste / Wikimedia Commons, CC BY-SA 4.0

ตัวเก็บประจุ (Capacitor)

เก็บประจุ ความจุ C มีหน่วยเป็นฟารัด (F)

q = CV   ;   C = εAd   ;   i = CdVdt

ε = สภาพยอมของไดอิเล็กตริก, A = พื้นที่แผ่น, d = ระยะห่างแผ่น — เซนเซอร์ความชื้นดินแบบ capacitive อาศัยการที่น้ำในดินเปลี่ยนค่า ε

ตัวเหนี่ยวนำ (Inductor)

สร้างสนามแม่เหล็กที่ต้านการเปลี่ยนแปลงของกระแส

φ = Li   ;   V = dφdt = Ldidt

L = ความเหนี่ยวนำ (H), φ = ฟลักซ์แม่เหล็ก (Wb)

1.6กฎของ Kirchhoff

กฎกระแส (KCL)

ผลรวมกระแสที่ไหลเข้าโหนดใด ๆ เท่ากับศูนย์: Σi = 0

กฎแรงดัน (KVL)

ผลรวมแรงดันรอบวงปิดใด ๆ เท่ากับศูนย์: ΣV = 0

1.7ตัวต้านทานอนุกรมและขนาน

อนุกรม

จาก KVL: Vs = iR1 + iR2 ดังนั้น i = Vs/(R1 + R2)

Req = R1 + R2

ขนาน

จาก KCL ที่โหนด: i = i1 + i2 = Vs/R1 + Vs/R2

1Req = 1R1 + 1R2  ⇒  Req = R1R2R1 + R2

1.8วงจรแบ่งแรงดัน (Voltage Divider)

วงจรที่ใช้บ่อยที่สุดในการแปลงความต้านทานของเซนเซอร์ (thermistor, LDR, potentiometer) ให้เป็นแรงดัน

+ − Vs R1 R2 Vout + −
รูปที่ 1.7 วงจรแบ่งแรงดัน: Vout วัดคร่อม R2

กระแสไหลผ่าน R1 และ R2 เท่ากัน: i = Vs/(R1 + R2) และ Vout = iR2

Vout = Vs · R2R1 + R2
ความต้านทานของ NTC thermistor ที่วัดได้จริงเทียบกับอุณหภูมิ (เคลวิน) — ความสัมพันธ์ไม่เป็นเชิงเส้น จึงต้องแปลงเป็นแรงดันด้วยวงจรแบ่งแรงดันและสอบเทียบหลายจุด
รูปที่ 1.8 ความต้านทานของ NTC thermistor ที่วัดได้จริงเทียบกับอุณหภูมิ (เคลวิน) — ความสัมพันธ์ไม่เป็นเชิงเส้น จึงต้องแปลงเป็นแรงดันด้วยวงจรแบ่งแรงดันและสอบเทียบหลายจุด ภาพ: Giro720 / Wikimedia Commons, CC BY 2.5
ข้อควรระวัง: Loading effect สูตรนี้ถือว่าไม่มีกระแสไหลออกทางขั้ว Vout ถ้าต่อโหลดที่มีความต้านทานต่ำ (เช่น ขาอินพุตบางชนิดหรือวงจรถัดไป) โหลดจะขนานกับ R2 ทำให้แรงดันที่วัดได้ลดลง วิธีแก้คือใช้ voltage follower (บทที่ 2)

1.9Wheatstone Bridge

ประกอบด้วยวงจรแบ่งแรงดันสองชุดต่อคร่อมแหล่งจ่ายเดียวกัน แล้ววัดผลต่างของแรงดันกลางทั้งสองชุด เหมาะกับเซนเซอร์ที่ความต้านทานเปลี่ยนน้อยมาก เช่น strain gauge และ load cell

+ − Vs V0 R1 R2 R3 R4 A B
รูปที่ 1.9 Wheatstone bridge วาดเป็นวงจรแบ่งแรงดันสองชุด (V0 = VA − VB)
VA = VsR2R1 + R2  ;  VB = VsR4R3 + R4
V0 = VA − VB = Vs · R2R3 − R1R4(R1 + R2)(R3 + R4)
สภาวะสมดุล Bridge สมดุล (V0 = 0) เมื่อ R2R3 = R1R4 เมื่อเซนเซอร์ตัวใดตัวหนึ่งเปลี่ยนค่าเล็กน้อย V0 จะเปลี่ยนจากศูนย์เป็นสัญญาณระดับ mV ซึ่งต้องขยายด้วย instrumentation amplifier (บทที่ 2)
Load cell ใช้ strain gauge 4 ตัวต่อเป็น Wheatstone bridge แบบเต็ม (full bridge): สองตัวถูกดึง สองตัวถูกกด ทำให้ V0 เปลี่ยนมากที่สุดและชดเชยผลของอุณหภูมิ (การตั้งชื่อ R ในรูปนี้ต่างจากรูปที่ 1.9)
รูปที่ 1.10 Load cell ใช้ strain gauge 4 ตัวต่อเป็น Wheatstone bridge แบบเต็ม (full bridge): สองตัวถูกดึง สองตัวถูกกด ทำให้ V0 เปลี่ยนมากที่สุดและชดเชยผลของอุณหภูมิ (การตั้งชื่อ R ในรูปนี้ต่างจากรูปที่ 1.9) ภาพ: Daraceleste / Wikimedia Commons, CC BY-SA 4.0

✎แบบฝึกหัดท้ายบท

ตอนที่ 1: ปรนัยและเติมตัวเลข

ขั้นใดในระบบการวัดทำหน้าที่ปรับสัญญาณให้อยู่ในช่วงที่ ADC ของไมโครคอนโทรลเลอร์อ่านได้ (เช่น 0–3.3 V)?

ในเทอร์โมมิเตอร์แก้ว “ขนาดรูของหลอดแก้ว” ทำหน้าที่ใดเป็นหลัก?

ข้อใดอธิบายการสอบเทียบ (calibration) ได้ถูกต้องที่สุด?

ลวดตัวนำเส้นหนึ่งถูกยืดจนยาวขึ้น 2 เท่า โดยสมมติว่าพื้นที่หน้าตัดคงเดิม ความต้านทานจะเป็นอย่างไร?

ตัวเก็บประจุที่มีแรงดันคร่อมคงที่ (DC) ในสภาวะคงตัว จะมีกระแสไหลผ่านเท่าใด?

Wheatstone bridge ในรูปที่ 1.9 จะสมดุล (V0 = 0) เมื่อใด?

วงจรแบ่งแรงดันมี Vs = 5 V, R1 = 10 kΩ, R2 = 15 kΩ จงหา Vout

V

ตัวต้านทาน 6 kΩ ต่อขนานกับ 3 kΩ ความต้านทานรวมเท่าใด?

kΩ

ตัวต้านทาน 220 Ω ต่อกับแรงดัน 5 V กำลังที่สูญเสียเป็นความร้อนเท่าใด?

mW

Bridge ในรูปที่ 1.9 มี Vs = 5 V, R1 = R2 = R3 = 1000 Ω และ R4 = 1010 Ω (เซนเซอร์เปลี่ยนค่า 1%) จงหา V0

mV

ตอนที่ 2: โจทย์คำนวณพร้อมเฉลย

โจทย์ 1 — วงจรแบ่งแรงดันกับ thermistor

Thermistor แบบ NTC มีค่า 10 kΩ ที่ 25 °C และ 3.3 kΩ ที่ 50 °C ต่อเป็น R2 ในวงจรแบ่งแรงดัน โดย R1 = 10 kΩ และ Vs = 3.3 V จงหา Vout ที่อุณหภูมิทั้งสอง และบอกว่าเมื่ออุณหภูมิเพิ่ม Vout เพิ่มหรือลด

ที่ 25 °C: Vout = 3.3 × 10/(10 + 10) = 1.65 V

ที่ 50 °C: Vout = 3.3 × 3.3/(10 + 3.3) = 3.3 × 0.248 = 0.82 V

อุณหภูมิเพิ่ม → ความต้านทาน NTC ลด → Vout ลดลง (ถ้าต้องการให้แรงดันเพิ่มตามอุณหภูมิ ให้สลับตำแหน่ง thermistor ไปเป็น R1) สังเกตว่าความสัมพันธ์ไม่เป็นเชิงเส้น จึงต้องสอบเทียบหลายจุด

โจทย์ 2 — ผลของโหลดต่อวงจรแบ่งแรงดัน

วงจรแบ่งแรงดัน Vs = 10 V, R1 = R2 = 100 kΩ ถ้าต่อเครื่องวัดที่มีความต้านทานอินพุต 100 kΩ คร่อม R2 จะอ่านได้เท่าใด เทียบกับค่าที่คำนวณโดยไม่มีโหลด

ไม่มีโหลด: Vout = 10 × 100/200 = 5.00 V

มีโหลด: R2 ขนานกับ 100 kΩ = 50 kΩ → Vout = 10 × 50/(100 + 50) = 3.33 V

ค่าลดลงถึง 33% นี่คือ loading effect ที่จะสังเกตใน Lab 1 และแก้ด้วย voltage follower ใน Lab 3

โจทย์ 3 — พิสูจน์สมการ Wheatstone bridge

จากสมการ VA และ VB จงพิสูจน์ว่า V0 = Vs(R2R3 − R1R4)/[(R1+R2)(R3+R4)]

V0 = Vs[R2/(R1+R2) − R4/(R3+R4)]

ทำตัวส่วนร่วม: = Vs[R2(R3+R4) − R4(R1+R2)] / [(R1+R2)(R3+R4)]

กระจาย: R2R3 + R2R4 − R1R4 − R2R4 = R2R3 − R1R4 จึงได้สมการตามต้องการ ∎

การบ้าน #1 (จากเอกสารประกอบการสอน)

ส่งทาง MS Teams ก่อนเริ่มคาบสัปดาห์ที่ 9 (เขียนมือหรือพิมพ์ก็ได้)

  1. ทำตารางระบุและอธิบายองค์ประกอบของ
    1. ตาชั่งสปริงแบบเข็มชี้ (เชิงกลล้วน)
    2. ตาชั่งดิจิทัลแบบ load cell (มีขั้นทางไฟฟ้า)
    โดยมีคอลัมน์ Variable / Unit / Sensor / Transducer / Signal Conditioner(s) / Output และระบุปริมาณทางกายภาพที่ส่งต่อระหว่างขั้น (เช่น แรง → การยืด → …) บางขั้นอาจไม่มีหรือรวมกัน ให้ให้เหตุผลประกอบ
  2. เลือกเครื่องมือวัดอื่นอีก 1 ชนิด (เช่น มาตรวัดน้ำ เครื่องวัดความชื้นเมล็ดพืช เทอร์โมมิเตอร์อินฟราเรด) แล้ววิเคราะห์แบบเดียวกัน
  3. ยกตัวอย่างตัวแปรสำคัญทางการเกษตร 2 ตัวแปร พร้อมเครื่องมือที่ใช้วัดและหลักการทำงาน

§แหล่งอ้างอิง

เอกสาร

  1. Udompetaikul, V. (2026). INS01: Instrumentation Circuits (v6) [เอกสารประกอบการสอน]. รายวิชา 01386309 Agricultural Instrumentation & IoT, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.
  2. Figliola, R. S., & Beasley, D. E. (2011). Theory and Design for Mechanical Measurements (5th ed.). John Wiley & Sons.
  3. Kempenaar et al. (2017). นิยามของเกษตรแม่นยำ — อ้างถึงใน [1]
  4. Blackmore et al. (2005). “Right thing, right place, right time, right way” — อ้างถึงใน [1]

รูปประกอบ

รูปจาก Wikimedia Commons ใช้ตามสัญญาอนุญาตที่ระบุ โดยไม่ได้ดัดแปลงนอกจากย่อขนาด ส่วนรูปวงจรและกราฟที่ไม่มีเครดิตจัดทำขึ้นใหม่สำหรับสื่อการสอนนี้